ถ้าใครได้ไปดูหนังยอดฮิตในหมู่วัยรุ่นอย่าง Twilight Sega : New Moon ซึ่งกำลังเข้าฉายอยู่ในบ้านเรา ณ ขณะนี้ คงได้ยินสาวน้อยเบล่า(คริสเทน สจ๊วร์ต) พูดถึงโรคๆ หนึ่งอยู่สองสามหนในหนัง โรคนั้นก็คือ โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า chronic fatique syndrome ซึ่งหมายถึงโรคยอดฮิตแบบหนึ่ง ส่วนใหญ่เกิดกับคนวัยทำงาน
โดยเจ้าโรคที่ว่านี้ ไม่ได้เกิดมาจากเชื้อโรคหรือไวรัสอะไร หากแต่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตล้วนๆ เช่น พฤติกรรมการนอนดึก ทำงานกลางวันเสร็จ สังสรรค์ต่ออีกตอนลางคืน ตอนเช้ารีบไปทำงานอีก
พฤติกรรมการบริโภค ติดของหวานระหว่างการประชุม กินแต่ข้าวขาวและแป้งขัดขาว ทำให้ขาดวิตามินบีในระยะยาว
สังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากๆ ก็ทำให้ขาดวิตามินบีได้เช่นกัน การงานเคร่งเครียด สมองทำงานหนัก ใช้วิตามินจนพร่อง ถ้าเป็นเรื้อรังในทางการแพทย์จีนพบว่าร่างกายพร่องพลังหยิน
นอกจากอ่อนเพลียเรื้อรังแล้วอาจจะมีอาการอื่นตามมาอีก เช่น มือเท้าเย็น หนาวง่ายด้วย แต่อาการหลักๆ ยังคงเป็นเรื่องอ่อนเพลียง่าย ขนาดได้นอนมากๆ หลายชั่วโมงแล้วตื่นมายังไม่รู้สึกสดชื่น อยากจะนอนต่ออีก หรือทำงานไปตอนบ่ายๆ จะรู้สึกง่วงเพลียจนอยากหลับ แล้วแก้อาการด้วยการหาน้ำหวาน น้ำอัดลมมาดื่ม ซึ่งก็สดชื่นได้แป๊ปๆ แต่ในระยะยาวกลับซ้ำเติมอาการให้ยิ่งแย่ลงไปอีก
ส่วนการดูแลรักษาตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ควรนอนแต่หัวค่ำ เรื่องเที่ยวกลางคืนต้องเพลาๆ ลงบ้าง เพราะร่างกายเริ่มส่งซิกว่าไม่ไหวแล้วเว้ย...เจ้านาย
และสุดท้าย แทนที่จะแก้อาการเพลียด้วยการซดน้ำหวานหรือดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ให้หันมาบริโภคข้าวกล้องแทน งาดำ จมูกข้าวสาลีและธัญพืช...
วันอังคาร, ธันวาคม 08, 2552
วันพุธ, ธันวาคม 02, 2552
โซเชียล เน็ตเวิร์กกิ้ง พลิกโฉมวงการสื่อสาร
ปัจจุบันผู้คนสื่อสารกันมากขึ้นกว่าเดิมอย่างมหาศาลไม่ใช่แค่เพียงการติดต่อสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์เท่านั้น หากแต่ส่อสารผ่านทางอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่า ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม
ในการปรับปรุงกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ นอกจากต้องทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเหล่านี้ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการสื่อสาร ของคนอีกด้วย
พฤติกรรมการสื่อสารที่เปลี่ยนไปคือ ปัจจุบันผู้คนเข้าสู่สังคมออนไลน์ (Social Network) มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Comscore ระบุว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกเข้าใช้สังคมออนไลน์เป็นประจำ จนกลายเป็นหัวใจสำคัญในโลกเน็ต และเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารอย่างรวดเร็ว
มีผู้ให้บริการโทรคมนาคมในหลายประเทศที่ตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสของสังคมออนไลน์ หลายรายกำลังริเริ่มโครงการต่างๆ ตั้งแต่การรองรับเว็บไซต์สังคมออนไลน์เดิมไปถึงขยายบริการให้ครอบคลุมถึงการสื่อสารบนมือถือ แม้แต่การสร้างสังคมออนไลน์ขึ้นมาใหม่เอง อาทิ สปรินต์(Sprint) เอทีแอนด์ที(AT&T) และแวนด้าโฟน(Voafone) อนุญาตให้สมาชิกมายสเปซ (MySpace) และเฟซบุ๊ก (Facebook) เข้าถึงโปรไฟล์ของตนเองได้จากมือถือ
วิวัฒนาการแห่งการสื่อสาร
อาจกล่าวได้ว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงระยะยาวของแนวโน้มการสื่อสารที่สำคัญใน 2 ด้าน ได้แก่
1. รูปแบบการสื่อสาร ที่เปลี่ยนจากการสนทนาแบบจุดต่อจุด (point-to-point) และสองทาง (two-way) ไปสู่การสื่อสารระหว่างผู้ใช้หลายคนมากขึ้น มีการใช้ลิงก์, วีดีโอ, ภาพถ่าย และเนื้อหามัลติมีเดียมากขึ้น โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Net Generation คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไป คนกลุ่มนี้ชื่นชอบการแลกเปลี่ยนเนื้อหา การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ความฉลาดของฝูงชน” (Wisdom of Crowds) อาทิ การทำหน้าที่ให้คะแนน จัดอันดับผู้ใช้คนอื่นๆ รวมถึงการจัดอันดับสินค้าและบริการ สังคมออนไลน์จึงกลายเป็นช่องทางการสื่อสารหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถทดแทนอี-เมล์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ได้
2. การควบคุมการสื่อสาร ที่เปลี่ยนจากระบบครอบครองโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มเปิดบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้นและมีราคาถูกลง รวมถึงการใช้บรอดแบนด์ และเครือข่ายไร้สายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้แพลตฟอร์มแบบปิด เช่น เว็บไซต์สังคมออนไลน์ กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับบริการสื่อสาร และผู้บริโภคก็ตอบสนองต่อแนวโน้มนี้อย่างกว้างขวาง
ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงต่อสถาพแวดล้อมการสื่อสาร
จากรายงานของ IBM Institute for Business Value ได้วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของรูปแบบและการควบคุมการสื่อสาร ที่ส่งผลกระทบต่อภาวการณ์แข่งขันในตลาด
การสื่อสารแบบเดิม (Traditional communication) หมายถึง การสนทนาระหว่างคู่สนทนาสองฝ่ายภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการโทรคมนาคม แม้จะเป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดในแง่ของรายได้และผู้ใช้ แต่ก็เริ่มมีอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลง ขณะที่การสื่อสารรูปแบบอื่นๆ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
โดยข้อมูลจาก การ์ตเนอร์ (Gartner) ระบุว่า รายได้จากบริการโทรศัพท์พื้ฐานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากการบริการโทรศัพท์มือถือแม้จะมีอัตราเติบโต 7.6 % ช่วงปี 2007-2012 แต่พบว่าฐานผู้ใช้มือถือก็ถึงจุดอิ่มตัวแล้วในตลาดสำคัญๆ
ระบบที่เปิดใช้งานได้ฟรี (Open and Free) การสื่อสารในรูปแบบนี้นำเสนอทางเลือกบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตแบบเปิด เพื่อทดแทนบริการโทรคมนาคมแบบเดิม เช่น VolP โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าบริการในราคที่ถูกมาก อาทิ skype, Google Talk และ Windows Live Messenger บริการเหล่านี้กำลังมาแรง ทำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม เช่น โทรศัพท์ทางไกล ต้องร้อนๆ หนาวๆ ไปตามๆ กัน
อย่งไรก็ตาม เริ่มมีผู้ให้บริการบางรายกำลังปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “3” (Three) ในออสเตรเลียและอังกฤษ ร่วมมือกับ Skype ในการเปิดตัว 3 Skypephon เพื่อดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ และรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่
ระบบชุมชน (Gated Communication) รูปแบบนี้มุ่งเน้นการสื่อสารกันภายในกลุ่มของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยได้รับความนิยมจากผู้ใช้และองค์กรที่ต้องการการสื่อสารที่ไว้ใจได้ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตัวอย่างกรณีนี้คือ การขยายสังคมออนไลน์ไปสู่มือถือ โดยที่ผู้ให้บริการมือถือยังสามารถผูกขาดบริการได้ในระดับหนึ่ง อาทิ สังคมออนไลน์ Mixi ในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีจำนวนเพจวิว (page view) ผ่านมือถือ แซงหน้าเพจวิวบนเว็บไซต์ปกติเรียบร้อยแล้ว
ระบบสังคมเปิด (Shared Social Spaces) ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานหรือสังสรรค์ร่วมกันบนระบบอินเตอร์เน็ตแบบเปิด ตัวอย่างผู้ให้บริการนี้ได้แก่ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเสริม (Over The Top – OTT) เช่น Myspace , YouTube และ Facebook หรือ Second Life
จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการเหล่านี้มีศักยภาพที่จะนำเสนอการสื่อสารแบบครบวงจร ด้วยการผนวกรวมบริการโทรศัพท์เข้ากับบริการเสริมต่างๆ อาทิ สังคมออนไลน์ อี-เมล์ การรับส่งข้อความต่างๆ กำลังเป็นรูปแบธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นช่องทางการขยายลูกค้าใหม่ๆ
อีกด้านหนึ่งบริการเสริมเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพราะบริการเสริมอาจเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายที่มีอยู่ และส่งผสให้ต้นทุนในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ที่มา – นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552
ในการปรับปรุงกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ นอกจากต้องทำความเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ๆ แล้ว ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเหล่านี้ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมการสื่อสาร ของคนอีกด้วย
พฤติกรรมการสื่อสารที่เปลี่ยนไปคือ ปัจจุบันผู้คนเข้าสู่สังคมออนไลน์ (Social Network) มากขึ้น โดยข้อมูลจาก Comscore ระบุว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลกเข้าใช้สังคมออนไลน์เป็นประจำ จนกลายเป็นหัวใจสำคัญในโลกเน็ต และเป็นศูนย์กลางของการสื่อสารอย่างรวดเร็ว
มีผู้ให้บริการโทรคมนาคมในหลายประเทศที่ตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสของสังคมออนไลน์ หลายรายกำลังริเริ่มโครงการต่างๆ ตั้งแต่การรองรับเว็บไซต์สังคมออนไลน์เดิมไปถึงขยายบริการให้ครอบคลุมถึงการสื่อสารบนมือถือ แม้แต่การสร้างสังคมออนไลน์ขึ้นมาใหม่เอง อาทิ สปรินต์(Sprint) เอทีแอนด์ที(AT&T) และแวนด้าโฟน(Voafone) อนุญาตให้สมาชิกมายสเปซ (MySpace) และเฟซบุ๊ก (Facebook) เข้าถึงโปรไฟล์ของตนเองได้จากมือถือ
วิวัฒนาการแห่งการสื่อสาร
อาจกล่าวได้ว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของสังคมออนไลน์สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงระยะยาวของแนวโน้มการสื่อสารที่สำคัญใน 2 ด้าน ได้แก่
1. รูปแบบการสื่อสาร ที่เปลี่ยนจากการสนทนาแบบจุดต่อจุด (point-to-point) และสองทาง (two-way) ไปสู่การสื่อสารระหว่างผู้ใช้หลายคนมากขึ้น มีการใช้ลิงก์, วีดีโอ, ภาพถ่าย และเนื้อหามัลติมีเดียมากขึ้น โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า Net Generation คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไป คนกลุ่มนี้ชื่นชอบการแลกเปลี่ยนเนื้อหา การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และเติบโตมาพร้อมกับแนวคิด “ความฉลาดของฝูงชน” (Wisdom of Crowds) อาทิ การทำหน้าที่ให้คะแนน จัดอันดับผู้ใช้คนอื่นๆ รวมถึงการจัดอันดับสินค้าและบริการ สังคมออนไลน์จึงกลายเป็นช่องทางการสื่อสารหลักสำหรับคนกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถทดแทนอี-เมล์ หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์ได้
2. การควบคุมการสื่อสาร ที่เปลี่ยนจากระบบครอบครองโดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม ไปสู่ผู้ให้บริการบนแพลตฟอร์มเปิดบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีขึ้นและมีราคาถูกลง รวมถึงการใช้บรอดแบนด์ และเครือข่ายไร้สายเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้แพลตฟอร์มแบบปิด เช่น เว็บไซต์สังคมออนไลน์ กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับบริการสื่อสาร และผู้บริโภคก็ตอบสนองต่อแนวโน้มนี้อย่างกว้างขวาง
ผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงต่อสถาพแวดล้อมการสื่อสาร
จากรายงานของ IBM Institute for Business Value ได้วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงทั้งในแง่ของรูปแบบและการควบคุมการสื่อสาร ที่ส่งผลกระทบต่อภาวการณ์แข่งขันในตลาด
การสื่อสารแบบเดิม (Traditional communication) หมายถึง การสนทนาระหว่างคู่สนทนาสองฝ่ายภายใต้การควบคุมของผู้ให้บริการโทรคมนาคม แม้จะเป็นสัดส่วนรายได้ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดในแง่ของรายได้และผู้ใช้ แต่ก็เริ่มมีอัตราการเจริญเติบโตที่ลดลง ขณะที่การสื่อสารรูปแบบอื่นๆ ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น
โดยข้อมูลจาก การ์ตเนอร์ (Gartner) ระบุว่า รายได้จากบริการโทรศัพท์พื้ฐานมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายได้จากการบริการโทรศัพท์มือถือแม้จะมีอัตราเติบโต 7.6 % ช่วงปี 2007-2012 แต่พบว่าฐานผู้ใช้มือถือก็ถึงจุดอิ่มตัวแล้วในตลาดสำคัญๆ
ระบบที่เปิดใช้งานได้ฟรี (Open and Free) การสื่อสารในรูปแบบนี้นำเสนอทางเลือกบนแพลตฟอร์มอินเตอร์เน็ตแบบเปิด เพื่อทดแทนบริการโทรคมนาคมแบบเดิม เช่น VolP โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือคิดค่าบริการในราคที่ถูกมาก อาทิ skype, Google Talk และ Windows Live Messenger บริการเหล่านี้กำลังมาแรง ทำให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบเดิม เช่น โทรศัพท์ทางไกล ต้องร้อนๆ หนาวๆ ไปตามๆ กัน
อย่งไรก็ตาม เริ่มมีผู้ให้บริการบางรายกำลังปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการกลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “3” (Three) ในออสเตรเลียและอังกฤษ ร่วมมือกับ Skype ในการเปิดตัว 3 Skypephon เพื่อดึงดูดลูกค้ารายใหม่ๆ และรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่
ระบบชุมชน (Gated Communication) รูปแบบนี้มุ่งเน้นการสื่อสารกันภายในกลุ่มของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยได้รับความนิยมจากผู้ใช้และองค์กรที่ต้องการการสื่อสารที่ไว้ใจได้ปลอดภัย และอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตัวอย่างกรณีนี้คือ การขยายสังคมออนไลน์ไปสู่มือถือ โดยที่ผู้ให้บริการมือถือยังสามารถผูกขาดบริการได้ในระดับหนึ่ง อาทิ สังคมออนไลน์ Mixi ในญี่ปุ่น ปัจจุบันมีจำนวนเพจวิว (page view) ผ่านมือถือ แซงหน้าเพจวิวบนเว็บไซต์ปกติเรียบร้อยแล้ว
ระบบสังคมเปิด (Shared Social Spaces) ที่เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานหรือสังสรรค์ร่วมกันบนระบบอินเตอร์เน็ตแบบเปิด ตัวอย่างผู้ให้บริการนี้ได้แก่ ผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่นเสริม (Over The Top – OTT) เช่น Myspace , YouTube และ Facebook หรือ Second Life
จะเห็นได้ว่าผู้ให้บริการเหล่านี้มีศักยภาพที่จะนำเสนอการสื่อสารแบบครบวงจร ด้วยการผนวกรวมบริการโทรศัพท์เข้ากับบริการเสริมต่างๆ อาทิ สังคมออนไลน์ อี-เมล์ การรับส่งข้อความต่างๆ กำลังเป็นรูปแบธุรกิจที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นช่องทางการขยายลูกค้าใหม่ๆ
อีกด้านหนึ่งบริการเสริมเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของผู้ให้บริการโทรคมนาคม เพราะบริการเสริมอาจเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายที่มีอยู่ และส่งผสให้ต้นทุนในการให้บริการเพิ่มมากขึ้น
ที่มา – นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552
เติมเงินแล้วต้องได้ใช้ เงินเราอย่ายกให้ใครง่ายๆ
คนไทยใช้โทรศัพท์มือถือเกือบ 60 ล้านเลขหมาย และส่วนใหญ่เกินร้อยละ 90 ใช้ระบบเติมเงิน เสียงบ่นเรื่อง “วันหมด แต่เงินยังไม่หมด โทรออกก็ไม่ได้” มีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง หนักกว่านั้น บางคนถูกตัดเงินสะสมไปเมื่อเติมเงินใหม่ไม่ทัน ความไม่เป็นธรรมที่กลายเป็นเรื่องปกตินี้ จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
กทช.กับการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกโทรคมนาคม
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ได้ออกกฎระเบียบให้การคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้บริการโทรคมนาคมหลายเรื่อง รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บัตรเติมเงิน โดย กทช. ได้ออกกฎหมายซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
· เติมเงินล่วงหน้า ต้องไม่มีวันหมดอายุ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กทช.
· กรณีที่ กทช. เห็นชอบให้กำหนดวันหมดอายุ ผู้ให้บริการต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไข เช่น คืนเงินส่วนที่ไม่ได้บริการ กำหนดเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ ขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ ถ่ายโอนเงินที่เหลืออยู่
· การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการนี้ กทช. อาจจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้บริโภคด้วยได้
· ผู้ให้บริการต้องเผยแพร่แบบสัญญา ที่ กทช. เห็นชอบแล้ว และแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นหนังสือก่อนเริ่มใช้บริการ
ปัจจุบันกฎระเบียบเหล่านี้ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง ผู้บริโภคจึงต้องช่วยกันแสดงออก เพื่อยุติปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ประสบมายาวนาน

ที่มา - นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552
กทช.กับการคุ้มครองผู้บริโภคในโลกโทรคมนาคม
ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. ได้ออกกฎระเบียบให้การคุ้มครองผู้บริโภคในการใช้บริการโทรคมนาคมหลายเรื่อง รวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคที่ใช้บัตรเติมเงิน โดย กทช. ได้ออกกฎหมายซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
· เติมเงินล่วงหน้า ต้องไม่มีวันหมดอายุ เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจาก กทช.
· กรณีที่ กทช. เห็นชอบให้กำหนดวันหมดอายุ ผู้ให้บริการต้องดำเนินการภายใต้เงื่อนไข เช่น คืนเงินส่วนที่ไม่ได้บริการ กำหนดเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ ขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ ถ่ายโอนเงินที่เหลืออยู่
· การกำหนดเงื่อนไขการให้บริการนี้ กทช. อาจจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากผู้บริโภคด้วยได้
· ผู้ให้บริการต้องเผยแพร่แบบสัญญา ที่ กทช. เห็นชอบแล้ว และแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นหนังสือก่อนเริ่มใช้บริการ
ปัจจุบันกฎระเบียบเหล่านี้ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติจริง ผู้บริโภคจึงต้องช่วยกันแสดงออก เพื่อยุติปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ประสบมายาวนาน

ที่มา - นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552
‘กสท’ อัดงบฯ ตลาด 3 พันล้านหวังโกยรายได้ ‘เอฟทีทีเอ็กซ์’
นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับ กสท เป็นหลักในอนาคต จะมาจากการลงทุนโครงข่ายเคบิลใยแก้วนำแสง (ไฟเบอร์ ออฟติก) หรือ ไฟเบอร์ ทูเดอะ เอ็กซ์ (เอฟทีทีเอ็กซ์) ซึ่งให้บริการได้ทั้งการสื่อสารประเภทเสียง ข้อมูลความเร็วสูงและโทรทัศน์ โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเงินลงทุนเฟสแรก 6,000 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างทั้งปี 2553 และเปิดให้บริการในปี 2554 เน้นเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล
ด้านนายขจิต จิตรสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการตลาด กสท กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดปีหน้า จะใช้งบประมาณรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การปรับภาพลักษณ์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในส่วนกลาง 1,000 ล้านบาท และการขยายโครงข่ายรวมถึงการทำตลาดต่างๆ ในส่วนภูมิภาคอีก 2,000 ล้านบาท รวมถึงการสร้างสาขาต้นแบบ หรือ แฟล็กซิปสโตร์ ครอบคลุม 4 มุมเมืองย่านชุมชน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ นนทบุรี สมุทรปราการ และฝั่งธนบุรีเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการได้มากขึ้น
“ปีหน้าจะเน้นการทำตลาดเชิงรุกเต็มรูปแบบเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตด้านรายได้ที่จะเกิดขึ้น หลังรายได้สัมปทานหายไปหากมีการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)” นายขจิต กล่าว
ที่มา - นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552 (หน้า 19)
ด้านนายขจิต จิตรสุภา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจการตลาด กสท กล่าวว่า สำหรับแผนการตลาดปีหน้า จะใช้งบประมาณรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การปรับภาพลักษณ์และกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในส่วนกลาง 1,000 ล้านบาท และการขยายโครงข่ายรวมถึงการทำตลาดต่างๆ ในส่วนภูมิภาคอีก 2,000 ล้านบาท รวมถึงการสร้างสาขาต้นแบบ หรือ แฟล็กซิปสโตร์ ครอบคลุม 4 มุมเมืองย่านชุมชน คือ สนามบินสุวรรณภูมิ นนทบุรี สมุทรปราการ และฝั่งธนบุรีเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการได้มากขึ้น
“ปีหน้าจะเน้นการทำตลาดเชิงรุกเต็มรูปแบบเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับวิกฤตด้านรายได้ที่จะเกิดขึ้น หลังรายได้สัมปทานหายไปหากมีการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)” นายขจิต กล่าว
ที่มา - นสพ. มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2552 (หน้า 19)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)