วันอังคาร, ตุลาคม 23, 2555

iPad Mini ต้นทุน 195 ราคา 299 ดอลล์

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] 23 ตุลาคม 2555 เราก็จะได้ทราบกันแล้ว สิ่งเล็กน้อยที่ Apple ยังอยากจะโชว์คืออะไรกันแน่? แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้สื่อหลายๆ แห่งฟันธงไปแล้วว่า มันคือ iPad Mini ล่าสุดมีรายงานข่าวที่ไปไกลกว่านั้น เมื่อแหล่งข่าวอย่าง KGI Research เปิดเผยต้นทุน และราคาของไอแพดมินิ

จากแหล่งข่าวต่างๆ ที่มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ iPad Mini ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ภาพหลุด และกำหนดการหลอกๆ ไปจนถึงสเป็กกับราคาที่ไม่มีข้อมูลใดๆ มาใช้อ้างอิง ล่าสุด KGI Research ได้นำเสนอข้อมูลเกียวกับต้นทุนการผลิต iPad Mini อันจะนำมาซึ่งการประเมินราคาที่คาดว่า น่าจะมีความแม่นยำขึ้น โดยต้นทุนของสเป็กเครื่องจะมาจากการรวบรวมจากแหล่งข่าวตั้งแต่หน้าจอ 7.85 นิ้วไปจนถึงการใช้โพรเซสเซอร์ A5 ในการทำงาน ซึ่งสองส่วนนี้เป็นต้นทุนที่สำคัญของไอแพดมินิ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จาก KGI Research ได้มีการเผยแพร่ต้นทุนของเครื่องออกมา โดยมองว่า ข้อมูลนี้จะทำให้เราสามารถประเมินราคาคร่าวๆ ของเครื่องได้แม่นยำขึ้น ตลอดจนความแรงในการทำตลาดของแท็บเล็ตรุ่นนี้
เว็บไซต์ Appleinsider ระบุว่า ข้อมูลจากบริษัทวิจัย KGI Research โดยนักวิเคราะห์ Ming-Chi Kuo เผย iPad Mini จะมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 195 - 254 เหรียญฯ (ประมาณ 6,000 - 7,600 บาท) สำหรับไอแพดมินิรุ่น 16GB Wi-Fi ไปจนถึง 64GB LTE โดยตัวเลขนี้มาจากค่าชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิต และค่าแรงในการประกอบ ในขณะที่ราคาเริ่มต้นของไอแพดมินิจะอยู่ที่ 299 เหรียญฯ หรือประมาณ 9,000 บาท ดังนั้นกำไรของไอแพดมินิจึงอยู่ที 35% - 58% เลยทีเดียว ทั้งนี้นักวิเคราะห์ระบุว่า ต้นทุนที่สูงทีสุดคือหน้าจอ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 56.5 เหรียญฯ (ประมาณ 1,700 บาท) และด้วยเทคโนโลยีการออกแบบ และการผลิตที่เหนือกว่า คาดว่า iPad Mini จะบางกว่าไอแพดรุ่นปัจจุบันถึง 18% ด้วยตัวเลขของกำไรต่อเครื่องที่น่าประทับใจขนาดนี้ คงต้องดูว่า หากเปิดตัวพรุ่งนี้จริง อีกทั้งยังมีกำหนดการวางตลาด 2 พ.ย. ศกนี้ คู่แข่งอย่าง Nexus 7 ของ Google และ Kindle Fire ของ Amazon คงต้องงัดไม้เด็ดออกมาสู้อย่างแน่นอน


วันศุกร์, กันยายน 28, 2555

AMD ให้บริการ Android app บน Win 8




[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] อีกไม่ถึงเดือน Windows 8 ก็จะได้ฤกษ์เปิดตัวกันแล้ว และถ้าคุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip กำลังสนใจที่จะหาซื้อ แท็บเล็ต วินโดวส์ 8 ประเด็นที่หลายคนกังวลก็คือ แล้วมันจะมีแอพฯดีๆ น่าใช้ให้เลือกได้มากพอ หรือไม่? ซึ่งปัจจุบันไมโครซอฟท์ได้ทำการจัดเตรียมแอพฯ ไว้ประมาณ 2,000 รายการ เพื่อต้อนรับโอเอสใหม่ทีมาพร้อมระบบสัมผัสไว้แล้ว

 แต่หากเทียบกับแอพฯ บน iOS และ Android ที่มีมากกว่า 600,000+ รายการ ก็เรียกได้ว่า คนละโลกกันเลย แต่ถ้าคุณต้องการใช้แอพฯ พวกนี้บน Windows 8 บ้างล่ะ? คำตอบก็คือ การใช้ซอฟต์แวร์ของ Bluestack ซึ่งสามารถทำให้คุณเข้าถึงแอพฯ บนแอนดรอยด์ได้ตั้งแต่เกมส์ไปจนถึงแอพฯ ใช้งานต่างๆ โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่า ฮาร์ดแวร์ทีใช้ต้องเป็นแท็บเล็ตจาก Intel หรือ AMD อย่างไรก็ตาม ล่าสุด AMD ได้ร่วมมือกับ BlueStacks ในการพัฒนา AMD AppZone Player ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ได้โหลดแอพฯ บนแอนดรอยด์มากกว่า 500,000+ รายการขึ้นมารันบน Windows 8 ได้อย่างง่ายดาย แถมแอพฯ ที่เหล่านี้ยังได้รับการปรับแต่งการทำงานให้เหมาะกับเทคโนโลยีการประมวลผล กราฟิก GPU และ APUของ AMD อีกด้วย


ไอเดียของ AMD ในครั้งนี้ถือว่าก้าวล้ำกว่า Intel ไปอีกขั้นหนึ่งสำหรับการเข้าสู่ตลาดแท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยสำหรับการใช้แท็บเล็ต Intel เพื่อดาวน์โหล BlueStacks app และติดตั้งมันเข้าไปในเครื่อง ซึ่งก็สามารถโหลดแอนดรอยด์แอพฯ มาเล่นได้เหมือนกัน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า แอนดรอย์แอพฯ บน Windows 8 ที่รันผ่าน BlueStacks จะมีลักษณะเป็นอย่างไร? จะเข้าไปอยู่ใน UI ของโอเอสใหม่ของไมโครซอฟท์แบบเนียนๆ หรือเข้าถึงและสั่งรันผ่านเดสก์ทอป ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป อย่างไรก็ดี การพัฒนา AppZone Player ของ AMD ก็ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคหันมาใช้แท็บเล็ตที่ ใช้ชิปของทางบริษัท แม้ความพยายามนี้จะยังมีจุดอ่อนให้เห็นอยู่ค่อนข้าง ชัดเจนก็ตาม

ข้อมูลจาก :  ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ดึงไฟล์จาก iPad ใส่คอมพ์ โดยไม่ต้องส่งทางเมล์

ดังคำคมที่เขาบอกว่าเจอปัญหาแล้วปัญญาจะมี ซึ่งก็เป็นจริงเพราะจากปัญหานี้เองเลยทำให้ต้องหาทางแก้ และนี่ก็เลยกลายเป็นอีกหนึ่งทิปที่นำมาฝากกันในวันนี้ โดยเทคนิดนี้สามารถส่งไฟล์ได้โดยไม่ต้องมีอินเทอร์เน็ต แถมยังสามารถส่งไฟล์ขนาดใหญ่แค่ไหนก็ได้

1. เริ่มต้นก็เปิดไฟล์พรีเซนเตชันในเครื่อง iPad ผ่านโปรแกรม Keynote จากนั้นก็เลือกส่งไฟล์ไปที่ iTunes
2. จากนั้นก็นำ iPad เสียบต่อเข้ากับคอมพ์ รอจนโปรแกรม iTunes เปิดขึ้นมาเรียบร้อย
3. ใน กรอบทางขวาซึ่งแสดงรายละเอียดที่เก็บข้อมูล ให้คลิกที่ iPad ของเรา (เช่น  iPad-mink) จากนั้นให้เลือกแท็บ Apps ในกรอบเดียวกันให้เลื่อนลงมาด้านล่างจะเจอชื่อแอพฯ เอกสารต่างๆ เช่น Keynote เลือกไฟล์ที่ต้องการ คลิกปุ่ม Save to




ข้อมูลจาก: ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

วันจันทร์, กันยายน 24, 2555

Google Penguin คืออะไร

สำหรับผู้ที่ทำ SEO คงจะรู้จักกับเจ้า "เพนกวิน"  กันแล้วนะครับว่ามันเป็นอัลกอริธึมตัวใหม่ของกูเกิล ที่ทางกูเกิลได้ส่งมาจัดการกับเว็บสแปม เว็บขยะทั้งหลายแหล่  โดยเฉพาะเว็บที่มีการทำสแปมลิงค์ต้องปวดหัวกะเจ้าเพนกวินแน่ๆ  ยิ่งมาเป็นคู่หูกับ "แพนด้า" มันยิ่งน่ากลัวไปกันใหญ่  แต่ถ้าหากเราไม่ได้ทำผิดยังเล่นตามเกมอยู่ก็สบายใจได้ครับ อย่าเพิ่งไปกังวล  แต่ถ้าโดนล่ะก็อันดับร่วงเป็นร้อย  แก้กันยากด้วยแต่ก็พอมีทางแก้อยู่ครับ

มาดูกันว่าเว็บจำพวกไหนเข้าข่ายที่จะโดน เพนกวิน ยิงร่วงไปอยู่อันดับท้ายๆ กันบ้าง

- เว็บที่มีการสแปมลิงค์มากเกินไป คือเว็บที่ทำ SEO โดยการโยนลิงค์เข้าไปจำนวนมาก เพราะว่าแต่ก่อนเว็บไหนมีลิงค์เยอะก็จะอยู่ในอันดับต้นๆ ของ search engine แต่ตอนนี้เว็บพวกนี้เป็นที่จับตามองของ เพนกวิน

- เว็บที่มีการทำ SEO มากเกินไป เว็บที่ทำ Black Hat SEO จงรีบแก้ซะ ก่อนโดนเล่นงาน

 Black Hat SEO คือ
  1. Spam Keyword   คือ การใส่คีย์เวิร์ดซ้ำๆ ในหน้าเพจเพื่อให้โปรแกรม Robot รู้ว่าในหน้าเว็บนั้นพูดถึงเรื่องอะไร ซึ่งทางกูเกิลก็สามารถตรวจจับได้ว่ามีการแสดงคำๆ นั้นในหน้าเพจกี่เปอร์เซ็นต์ หากเกิน 10%  ละก็โดนเล่นงานแน่นอนครับ  แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าเพจของเราใส่คีย์เวิร์ดเยอะเกินไปรึเปล่า โปรแกรท Keyword Density Analyzer Tool สามารถช่วยคุณได้ เข้าไปลองใช้งานได้ที่ www.ranks.nl/tools/spider เครื่องมือนี้จะบอกได้เลยว่าเราใส่คีย์เวิร์ดไปเท่าไหร่ สามารถใช้กับคีย์ภาษาไทยด้วย

  2. Hidden Text  คือการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในเพจนั้นเป็นจำนวนมาก คล้ายกับข้อแรก แต่จะซ่อนไว้ให้เป็นสีเดียวกับพื้นหลัง ซึ่งผู้เข้าชมเว็บจะมองไม่เห็น จะเห็นแต่โรบอทเท่านั้น แต่ถ้าท่านผู้เข้าชมอยากเห็นละก็ให้ท่านสังเกตบริเวณพื้นหลังที่ว่างๆ ว่ามีส่วนไหนผิดปกติ ให้ท่าน Drag Mouse คลุมบริเวณนั้น หากมีการซ่อนคีย์เวริดก็จะปรากฏตัวอักษรขึ้นมา

  3. Doorway Page  คือ ประตูทางผ่านเข้าหน้าเว็บ คิดว่าหลายท่านคงเคยเจอมาแล้วนะ แบบว่าเวลาเราพิมพ์ Url ของเว็บเข้าไป แต่กลับไปเจอเว็บที่มีคีย์เวิร์ดเต็มไปหมด ก่อนที่จะเจอเว็บไซต์หลักจริงๆ

  4. Cloaking Page  คือ การหลบซ่อน เป็นที่นิยมกันอย่างมากในการทำ Black Hat SEO แต่การทำ Cloaking จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาเว็บไซต์พอสมควร เป็นการทำให้โรบอทที่เข้ามาเก็บข้อมูลเว็บไซต์นั้นไปอีกทางหนึ่ง  กล่าวง่ายๆ คือ จะแยกเพจที่แสดง กับเพจที่โรบอทเข้ามาเก็บข้อมูล ซึ่งเพจที่โรบอทได้รับนั้นเป็นเพจที่ได้มีการจัดทำ Keyword Stuffing ไว้เรียบร้อยแล้ว   ส่วนเพจที่แสดงก็เป็นเพจปกติที่เห็นกันทั่วไป    หากใครที่รู้เรื่องภาษา HTML ก็คงจะเข้าใจ เพราะมันเป็นการใช้ Code คำสั่ง


การลงโทษของเพนกวิน 
   ถ้าร้ายแรงที่สุด เว็บที่ทำ OVER SEO มากๆ โดนปรับอันดับลง 100+ แต่ถ้านิดหน่อย ก็อาจจะลดไปสัก 4-5 หน้า แต่ก็ระบุแน่ชัดไม่ได้นะครับเพราะนี่แค่คาดการณ์  จริงๆ มันอาจจะเลวร้ายกว่านี้ก็เป็นได้  แต่ที่แน่ๆ เลย อันดับของเว็บจะขยับไปมาตลอด และ กูเกิล ก็จะเปลี่ยนหน้าโชว์ทุกครั้ง  รู้แล้วร้อนๆ หนาวๆ กันเลย


มาดูวิธีแก้หากโดนเล่นงาน
*จัดการแก้ตามลำดับเลย

1. ยกเลิกการทำลิงค์เข้าเว็บ
2. เว็บที่ทำ Over SEO ต้องไปตามถอดลิงค์ที่เคยทำไว้  เอาออกให้ได้มากที่สุด แต่ต้องเนียนๆ หน่อยไม่ใช่ตามถอดออกทีเดียวเป็นร้อย อันนี้ก็อาจโดนแบนแบบไม่ได้ผุดได้เกิด  ต้องค่อยๆ ถอดวันละ 10-20 ก็พอ  แล้วบางคนอาจจะงง ว่าจะไปตามถอดลิงค์ที่ไหน ก็ตามเว็บประกาศ เว็บบอร์ดที่คุณได้โพสต์ไว้
3. เพิ่มบทความที่มีคุณภาพ ลงไปในเว็บของคุณ
4. เอาเว็บเข้า Google Webmaster Tools แล้วรอให้ทางกูเกิลเข้าไปเก็บข้อมูล เดี๋ยวหน้า Index เราก็กลับมา
แต่ต้องทำใจร่มๆ ไว้นะครับ  อับดับที่กลับมาอาจไม่เหมือนเดิม สิ่งที่สำคัญคือ หากมีบทความที่มีคุณภาพมากพออันดับต้นๆ คงไต่ขึ้นได้ไม่ยาก...