วันพฤหัสบดี, กันยายน 03, 2552

การลดกรรม 45อย่าง (แสกนกรรมด้วยตัวเอง)

การลดกรรม 45อย่าง (ควรอ่านอย่างยิ่ง)
มาทำความดี ละเว้นความชั่วกันดีกว่า



1. กรรมที่ไม่มีลูก
กรรมจาก การทำร้ายลูกของสัตว์อื่น พรากสัตว์อื่นจากพ่อแม่หรือเคยข่มเหงลูกคนอื่น
ลดกรรม ด้วยการงดกินเนื้อสัตว์ทุกๆ 7 วัน ในทุกๆเดือนทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญบริจาคทานที่มูลนิธิสัตว์หรือ
มูลนิธิเด็กอ่อน

2. เจ็บป่วยบ่อย หรือเป็นโรคร้าย
กรรมจาก เคยทำทารุณกรรมต่อสัตว์
ลดกรรม ด้วยการทำบุญทำทานกับสัตว์อนาถา ให้อาหารให้ความเมตตา ซื้อยาหรือบริจาคเงินที่โรงพยาบาลสงฆ์ ทำบุญปล่อยเต่า
งดกินเนื้อสัตว์ตลอดชีวิต

3. ตาบอดหรือเป็นโรคตา
กรรมจาก เคยทำร้ายสัตว์ที่ดวงตา หรือไม่เคยทำบุญเติมน้ำมันตะเกียงในชาติก่อน หรือเคยทำลายไฟฟ้าของวัด ของที่สารธารณะ
ลดกรรม ซื้อโคมไฟ หลอดไฟถวายวัด ถวายเทียนห่อใหญ่ ถวายไฟฉาย เติมน้ำมันตะเกียงทุกวันพร! ะ บริจาคเงินในกล่อง
ซื้อน้ำมันเติมตะเกียงที่วัด

4. ถูกรถเฉี่ยวชน ถูกลูกหลง ถูกสัตว์กัดต่อย
กรรมจาก จากเคยเป็นคนพาลเกะกะเกเร หาเรื่องเดือดร้อนให้ผู้อื่น มักรังแกและสาปแช่งผู้อื่นอยู่เสมอ
ลดกรรม หมั่นพูดดี มีวาจาไพเราะ

5. สูญเสียคนใกล้ชิด
กรรมจาก เคยยิงนกตกปลา
ลดกรรม ทำบุญไถ่ชีวิตโค กระบือ งดกินเนื้อสัตว์อย่างน้อยสัก 1 อย่างชั่วชีวิต หรือกินเจทุกๆ 3 เดือน ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา

6.ถูกนินทา ถูกให้ร้าย
กรรมจาก เคยพูดจาให้เป็นเหตุให้คนอื่นเป็นทุกข์หรือเดือดร้อน
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี พูดดี พูดให้คนอื่นเกิดประโยชน์ พูดให้ผู้อื่นมีความสุข

7. มักเดือดร้อนเพราะไฟ ไฟไหม้บ้าน ไฟดูด
กรรมจาก เคยลบหลู่พระสงฆ์ และศาสนา
ลดกรรม ตักบาตรทุกวันพระ ทำบุญถวายสังฆทานทุกเดือน ฟังเทศน์ฟังธรรมทุกวันพระ หรือทุกๆเดือนในวันพระ ร่วมพิมพ์หนังสือ
ธรรมะแจกจ่ายฟรี

8. ขาดบารมี ไร้ญาติขาดมิตร
กรรมจาก ไม่เคยไปร่วมงานบุญงานศพ
ลดกรรม ร่วมทำบุญงานศพ บริจาคเงิน หรือร่วมด้วยแรงกายช่วยงานอื่นๆในงานศพ เช่นทำอาหาร จัดดอกไม้

9. ตั้งหลักปักฐานไม่ได้ โยกย้ายบ่อย
กรรมจาก ไม่เคยร่วมทำบุญสร้างโบสถ์สร้างวิหาร แก่วัดวาอารามต่างๆ
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างโบสถ์ สร้างหลังคาวิหาร ร่วมทำบุญฝังลูกนิมิต หมั่นไปไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ณ เมืองที่ตนอยู่อาศัย

10. มักถูกรังแก ถูกเบียดเบียน
กรรมจาก ไม่เคยบวช หรือทำบุญงานบวช
ลดกรรม บวช ด้วยจิตศรัทธาปวารถาอย่างบริสุทธิ์ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงจะบวช 7 วัน หรือ 15 วัน 1 เดือน 1 พรรษา แล้วแต่
จิตศรัทธา ถ้าเป็นสตรีจะบวชชีพราหมณ์ หรือถือศีล 8 ตามเวลาที่สะดวกและตั้งจิตศรัทธา หรือร่วมทำบุญงานบวชอย่าง
สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้

11.ไม่มีคนชื่นชมเอ็นดู ชาดเสน่ห์
กรรมจาก ไม่เคยถวายของหอม
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระทุกวันพระ ถวายธูปหอม เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย ทองคำเปลว ประน้ำอบน้ำปรุง ประพฤติดี
ปฏิบัติชอบต่อผู้อื่น คิดดี ทำดี พูดดี ให้ผู้อื่นได้ดี มิให้ร้ายผู้ใด

12. เป็นที่รังเกียจ มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว
กรรมจาก ทำติเตียนดูแคลน ผู้ที่ชอบทำบุญทำทาน
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทานอย่างสม่ำเสมอ ฟังเทศน์มหาชาติทุกๆปี ชักชวนผู้อื่นให้ร่วมทำบุญหรือบริจาคทานเป็นการบอกบุญผู้อื่น
พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจกฟรี

13. ไปไหนมาไหนลำบาก มีแต่อุปสรรค
กรรมจาก เคยทำลายหนทางสัญจรของวัด หรือของชาวบ้าน หรือทำให้ทางสัญจรสาธารณะได้รับความไม่สะดวก
ลดกรรม บริจาคทรัพย์หรือแรงกายช่วงสร้างสะพาน สร้างทางอันเป็นประโยชน์แก่วัด หรือชุมชนเล็กๆ ช่วยผู้คนยากไร้ให้
ได้มียวดยานพาหนะหรือทางสัญจรที่สะดวก

14. เป็นคนรับใช้เขาร่ำไป
กรรมจาก เคยเนรคุณผู้ที่เคยมีพระคุณแก่ตน
ลดกรรม ตอบแทนผู้มีคุณด้วยความกตัญญู ร่วมทำบุญสร้างพระพุทธรูป พระประธาน ทำทานทั้งกับคนและสัตว์

15. ขัดสน อดมื้อกินมื้อ
กรรมจาก เคยละเว้นการใส่บาตร ละเว้นการให้ทาน เมื่อมีคนยากไร้มาขอทานอาหารและน้ำ
ลดกรรม แบ่งปันอาหาร น้ำ เสื้อผ้า แก่คนยากไร้อนา! ถา แม้ไม่มีเงินก็แบ่งปันสิ่งของตามที่มี ตักบาตรทุกเช้าหรือทุกวันพระ

16. อาภัพคู่ ร้างคู่
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขา
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพงานแต่งงานคู่บ่าวสาวที่ยากจน ถวายของเป็นคู่ เช่น แจกันคู่
เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ เป็นต้น

17. ได้คู่ที่เลวร้าย ทำร้ายตนหรือทำให้เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยข่มขืนเขาในชาติก่อน เคยทุบตีทำร้ายคู่
ลดกรรม บวชพระ หรือบวชชีพราหมณ์ ทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา

18. อยู่โดดเดี่ยวยามบั้นปลาย
กรรมจาก เคยจับสัตว์ขัง
ลดกรรม ทำบุญปล่อยปลาลงน้ำ ปล่อยนกปล่อยกา ทำบุญทำทานแก่เด็กอนาถาและสัตว์อนาถา

19. รูปร่างหน้าไม่งดงาม
กรรมจาก ไม่เคยถวายดอกไม้ของหอม
ลดกรรม ถวายพวงมาลัยดอกไม้สด ดอกไม้หอม ทำบุญบริจาคดวงตา บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล

20. มักถูกโกง ถูกเบี้ยวเงิน
กรรมจาก เคยคดโกงผู้อื่น!
ลดกรรม สละทรัพย์บริจาคร่วมการกุศลต่างๆ ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลแก่เจ้ากรรมนายเวรทุกๆเดือน

21. พิการ ร่างกายไม่สมประกอบ
กรรมจาก เคยทุบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ หรือทำร้ายพ่อแม่
ลดกรรม หมั่นทำบุญไหว้พระ ปล่อยนกปล่อยปลา ถือศีล 5 ศีล 8 เจริญภาวนา นั่งวิปัสสนากรรมฐาน

22. มีคดีความ
กรรมจาก เคยพบคนทุกข์ร้อนแล้วไม่ช่วยหรือพยายามหาทางช่วยเหลือ
ลดกรรม หมั่นทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือนๆละ 7 วัน

23. ไร้ที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
กรรมจาก ไม่สงเคราะห์คนอนาถา ที่มาขออาหาร ขอชายคาหลบฝน ไม่มีน้ำใจช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก
ลดกรรม ร่วมทำบุญซื้อกระเบี้องหลังคาโบสถ์ หมั่นไปกราบไหว้บู! ชาศาลหลักเมือง ทำบุญทำทานแก่สัตว์พิการหรือสัตว์จรจัด

24. จิตใจขุ่นมัว ดุดัน ขี้โมโห
กรรมจาก มักตะหนี่ในการทำบุญ
ลดกรรม สวดมนต ์ไหว้พระ ทุกวันพระ ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน ถือศีล 5 หรือศีล 8 ทุกๆ 3 เดือน บริจาคทาน แบ่งปันเงินทองหรือ สิ่งของแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือร่วมทำบุญบริจาคทานกับมูลนิธิสถานสงเคราะห์ และวัดวาอารามต่างๆ

25. ไม่มีชื่อเสียง
กรรมจาก เคยติฉินนินทาทำให้ผู้อื่นเสียหาย
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างหอระฆัง ร่วมทำบุญหล่อเทียนพรรษา ทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา

26. ไม่มีวาสนาบารมี
กรรมจาก ไม่เคยนับถือชื่นชมผู้นับถือธรรมมะ
ลดกรรม ทำบุญสร้างพระพุทธรูป ทำทานกับคน

27. มีลูกหลานไม่ดี เกเร ไม่เชื่อฟัง
กรรมจาก ทำแท้ง เคยทำร้ายคนใกล้ชิดมาก่อน และทำร้ายจิตใจครอบครัวในชาติก่อน
ลดกรรม บวชเณร โดยให้ลูกบวชหรือไปร่วมบวช จะทำให้กรรมน้อยลง ปฏิบัติธรรม อุทิศให้ลูกตนเอง

28. เจอแต่คนเอาเปรียบ
กรรมจาก เคยเบียดเบียนเงินพ่อแม่ไว้ในอดีตชาติ เคยโกงคนไว้ในอดีตชาติ ขโมยเงินครอบครัวมาใช้
ลดกรรม หมั่นยึดถือศีล 5 ให้มั่น ไม่ดื่มเหล้า ทำให้ขาดสติ โดนโกงง่าย หมั่นสวดมนต์ อธิษฐานบารมีด้านขอพรให้พบเจอคนดีๆเข้ามาในชีวิต

29. เกิดในสกุลต้อยต่ำ
กรรมจาก โอหัง อวดดี จิตใจคับแคบ
ลดกรรม ร่วมทำบุญสร้างวัด สร้างพระประธาน ทำบุญทำทานกับคนยากไร้ และสัตว์อนาถา พิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี

30. ไร้สง่าราศี ขาดวาสนา
กรรมจาก เคยเมาสุระอาละวาด ระรานผู้อื่น!
ลดกรรม นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ทำทานกับคนอนาถา และสัตว์อนาถา ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี

31. ไม่เจริญก้าวหน้า จิตใจเป็นทุกข์
กรรมจาก เคยชักจูงคนทำชั่ว
ลดกรรม ถือศีล 8 เป็นเวลา 7 วัน ทุกๆ 3 เดือน หมั่นทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน

32. จิตใจฟุ้งซ่าน เป็นทุกข์
กรรมจาก เคยริษยาผู้อื่น
ลดกรรม ทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยปลาลงน้ำ นั่งสมาธิ สวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร

33. ชีวิตตกต่ำ ทำสิ่งใดไม่เจริญ
กรรมจาก เคยทำแท้ง
ลดกรรม ปล่อยปลาลงน้ำทุกๆเดือน จนครบ 9 เดือน หรือ 1 ปีเต็ม ถวายสังฆทาน ทำบุญใส่บาตรเสมอ

34. เป็นเมียน้อย เมียเก็บ
กรรมจาก เคยผิดลูกผิดเมียเขามาก่อน ขืนใจเขาโดยไม่ยินยอม เคยอธิษฐานจิตร่วมกันมาว่ากี่ภพก็ขอให้ได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
ลดกรรม ถวายธงคู่ ธูปคู่ เชิงเทียนคู่ หมอนคู่ อย่างใดก็ได้ อธิษฐานจิตขอให้ชีวิตคู่ที่ดีขึ้น บวชชีพราหมณ์ ปีละ 1 ครั้ง 3 วัน อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรที่เคยล่วงเกินให้ได้รับกุศลและเปิดทางให้ชีวิตคู่ดีขึ้น ร่วมเป็นเจ้าภาพงานแต่ง เพื่อชีวิตตนจะดีขึ้นและสมหวัง สวดมนต์ขอพรทุกวันเกิดด้านความรักให้สมหวังต่อไป ทำบุญสังฆทานสด ในวันเกิดตนเอง เดือนละครั้ง เพื่ออุทิศให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติและวิญญาณที่ตามมาให้ได้รับกุศลและอโหสิกรรม

35. เป็นทุกข์เพราะคนในครอบครัว
กรรมจาก เคยลำเอียง ไร้คุณธรรมในด้านครอบครัวไว้ก่อน เคยเอารัดเอาเปรียบคนในครอบครัวและคนใกล้ชิดไว้ในชาติอดีตและชาติปัจจุบัน เคยทำให้ครอบครัวเขาแตกแยกในอดีตชาติ
ลดกรรม ต้องบวชชีพราหมณ์ เพราะเมื่อเกิดอีกภพชีวิตจะได้ดีมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะกุศลของการบวช ปฏิบัติธรรมทำให้เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรม และตนเองได้พบสิ่งที่มีกุศลมากขึ้น ยึดพรหมวิหาร 4 มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา จะทำให้ชีวิตมีความเมตตา และไม่ลำเอียงเอารัดเอาเปรียบคนใกล้ชิด ทำให้วิถีชีวิตมีคนนับถือและพ้นจากความทุกข์ในเรื่องญาติพี่น้องยุ่งเกี่ยวได้ นำพระคู่บ้านคู่เมืองเข้าสักการะที่บ้าน และสวดมนต์ขอพรให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข

36. เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
กรรมจาก ฆ่าสัตว์ ทรมานสัตว์ ทำร้ายคนไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ
ลดกรรม ตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรในอดีตชาติปัจจุบันชาติ รวมถึงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้กุศลและอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน ปล่อยสัตว์ลงน้ำในวันเกิดตนเอง กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรได้รับและอโหสิกรรม ถวายยาเข้าวัด
หรือช่วยเหลือคนป่วย

37. เป็นมะเร็ง
กรรมจาก รู้เห็นเป็นใจกับการทำแท้ง การทารุณสัตว์ หรือการทำร้ายเบียดเบียนผู้อื่น
ลดกรรม ทำบุญใหญ่อุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร และบวชชีพราหมณ์ 1 เดือน เพื่อส่งกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรม
ทำบุญสร้างพระพุทธรูป สร้างโบสถ์หรือสร้างศาลาวัด ร่วมพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรี หมั่นนั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน

38. ค้าขายขาดทุน ทำงานไม่ก้าวหน้า
กรรมจาก เคยลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง
ลดกรรม หมั่นทำบุญใส่บาตร ถวายสังฆทาน ถวายเครื่องเซ่นสังเวย เจ้าที่-เจ้าทาง หมั่นสวดมนต์บทคาถาพระชินบัญชร

39. ด้อยปัญญา
กรรมจาก ฝักใฝ่อบายมุขในชาติก่อน หรือชักชวนคนไปทำชั่ว ดูแคลนหลักธรรมมะ
ลดกรรม พิมพ์หนังสือธรรมะจ่ายแจก ทำบุญทำทานกับโรงเรียนของเด็กพิการหรือตามมูลนิธิต่างๆ

40. ตกงาน
กรรมจาก เคยกลั่นแกล้งผู้อื่นในเรื่องงาน หรือแย่งงานผู้อื่น
ลดกรรม หมั่นทำบุญทำทาน ร่วมงานบุญต่างๆ ปล่อยนกปล่อยปลา

41. ไม่มีโชคลาภ
กรรมจาก ไม่เคยสวดมนต์ไหว้พระ
ลดกรรม หมั่นทำบุญสวดมนต์ไหว้พระ ถวายธูป เทียน ดอกไม้สด พวงมาลัย และทองคำเปลว

42. เรียนไม่จบ การเรียนมีอุปสรรค
กรรมจาก ชาติก่อนปฏิเสธการฟังเทศน์ฟังธรรม
ลดกรรม หมั่นเข้าวัด ร่วมงานบุญต่างๆ ฟังเทศน์ อ่านหนังสือธรรมะ

43. มีอาชีพต้อยต่ำที่ผู้คนดูแคลน
กรรมจาก ชาติก่อนเคยบวชด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ ไร้ความศรัทธา อาศัยผ้าเหลืองหากิน
ลดกรรม ถือศีล 5 ศีล 8 นั่งสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ถวายสังฆทานทุกเดือน หรือทุก 3 เดือน

44. ครอบครัวยากจน
กรรมจาก ชาติก่อนไม่เคยบริจาคทาน
ลดกรรม หมั่นทำบุญด้วยการบริจาคทาน ถ้ามีเงินไม่มากก็บริจาคเป็นสิ่งของ แรงกาย หรือน้ำใจ ต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ไปช่วยอ่านหนังสือให้มูลนิธิคนตาบอด

45. เป็นทุกข์เพราะความรัก
กรรมจาก ชาติก่อนเจ้าชู้ หลอกผู้อื่นให้อกหัก
ลดกรรม ประพฤติดีปฏิบัติดีทั้งความคิด กาย วาจา ใจ ร่วมทำบุญงานแต่งงาน ทำสิ่งดีๆให้คนอื่นได้สมรักสม


อ่านให้จบเพราะ จุดเด่นอยู่ที่ข้อ 19
กฏแห่งกรรม
1. เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมาย
เพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์

2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ
เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน

3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่
เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน

4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้านเรือนให­ญ่โต
เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน

5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริ­ญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก
เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน

6. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนสวย และรูปงาม
เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน

7. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี
เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัติในชาติก่อน

8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆ คนและมีเพื่อนมากมาย
เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน

9. เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า
เพราะคุณเคารพและให้ความช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้­ญาติในชาติก่อน

10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า
เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลา และพรากสัตว์ในชาติก่อน

11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง
เพราะคุณเคยปล่อยนก ปล่อยปลา สิ่งมีชีวิตในชาติก่อน

12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น
เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว์มากมาย

13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้
เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน

14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส
เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ

15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปั­­ญญาอ่อนและหูหนวก
เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่

16. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษ
เพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ

17. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย
เพราะชาติก่อนคุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์

18. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา
ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณ และจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด

19. ถ้าชาตินี้คุณบอกเล่ากฏแห่งกรรม
คุณจะเป็นที่เคารพนับถือมากมายในชาติหน้า

****************************************

วันพุธ, สิงหาคม 26, 2552

ล้างสารพิษจากร่างกายด้วยเส้นใยไฟเบอร์

ล้างสารพิษจากร่างกายด้วยเส้นใยไฟเบอร์
เส้นใยที่มีประโยชน์มหาศาล ที่เรียกว่า Dietary Fiber คือเส้นกากใย ที่ได้จากการรับประทานอาหารจำพวกพืชผักและผลไม้นั่นเอง หากคุณผู้อ่านสงสัยว่าไฟเบอร์ที่ว่านี้คืออะไร ขอแนะนำให้ทดลองเคี้ยว ทุบ หรือฉีกผักบางอย่างอย่างเช่น ผักบุ้งหรือมะรุมดู จะพบหยาบๆที่ยึดเนื้อผักเหล่านั้นเขขาไว้ด้วยกัน ซึ่งเส้นใยเหล่านั้นก็คือไฟเบอร์ ที่มีส่วนช่วยในการดีท็อกซ์ล้างพิษร่างกายได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
เส้นใยไฟเบอร์นั้นเป็นส่วนประกบสำคัญของพืชผักผลไม้ที่ร่างกายไม่สามารถย่อยสลายได้ แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

ไฟเบอร์ที่ละลายได้ในน้ำ (Soluble Fiber)
มีลักษณะเป็นเมือกใสๆ ขุ่นๆ คล้ายเจล แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ ข้าวโพด ข้าวซ้อมมือ เมล็ดพืช และผลไม้หลากชนิด

ไฟเบอร์ที่ไม่ละลายในน้ำ (Insoluble Fiber)
มีลักษณะเป็นกากใย ไม่รวมกันน้ำ แหล่งสำคัญของไฟเบอร์กลุ่มนี้ได้แก่ เปลือกข้าวสาลี อาหารซีเรียล ขนมปังไม่ขัดสี ตลอดจนผักประเภทต่างๆ

ในส่วนของไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ มีรายงานวิจัยยืนยันว่าสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ เนื่องจากไฟเบอร์ชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกาย จะไปเคลือบกระเพาะอาหารและจับตัวกับกรดชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากคอเลสเตอรอล เมื่อกรดดังกล่าวถูกไฟเบอร์จับไว้ ร่างกายจะมีกระบวนการดึงเอาคอเลสเตอรอลส่วนที่เหลือมาใช้ในการสร้างกรดใหม่ ทำให้คอเลสเตอรอลถูกใช้ไปหมดเรื่อยๆ โดยอัตโนมัติ จึงช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่อาจจะสะสมจนก่อปัญหาภาวะเส้นเลือดอุดตัน รวมทั้งโรคหัวใจล้มเหลวได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีสรรพคุณในการลดอัตราเสี่ยงของโรคเบาหวาน เพราะไฟเบอร์เป็นสารประกอบเชิงซ้ำซ้อนของน้ำตาลที่อยู่ในผนังของเซลล์พืช จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้มีความสม่ำเสมอ ไม่ขึ้นหรือลงอย่างรวดเร็วจนเกินไป (หากระดับน้ำตาลในเลือดมีการขึ้นหรือลงเร็วจนเกนไป จะเป็นอันตรายต่อร่างกาย)
นอกจากนี้สารที่เป็นลักษณะเมือกใส เหนียว ข้น เช่นเดียวกับเจลาตินที่ใช้ในการทำเยลลี่ ซึ่งได้จากไฟเบอร์ชนิดละลายได้ในน้ำนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการบวมน้ำ กินเนื้อที่ภายในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่ม ช่วยในการลดความอ้วนได้อีกทางหนึ่ง ดังทีมีร้านขายอาหารสุขภาพหลายแห่งที่มีการนำอาหารที่มีเส้นใยสูง อาทิ ข้าวโอ๊ต เม็ดแมงลัก มาจำหน่าย ที่สำคัญที่ไฟเบอร์เหล่านี้จะเข้าไปช่วยดูดซับจับสิ่งสกปรกต่างๆ ออกจากร่างกาย ซึ่งก็คือกระบวนการดีท็อกซ์ล้างพิษร่างกายโดยวิธีธรรมชาตินั่นเอง
ส่วนไฟเบอร์ที่ไม่ละลายน้ำ แม้จะไม่มีการทำปฏิกิริยากับกรดในกระเพาะอาหาร แต่นับว่ามีคุณประโยชน์ไม่แพ้กันในเรื่องดีท็อกซ์ล้างพิษและช่วยระบบขับถ่าย เนื่องจากไฟเบอร์ชนิดนี้สามารถเคลื่อนตัวผ่านระบบย่อยอาหารได้เร็วกว่า จึงไปเพิ่มปริมาณให้กับอาหารที่ย่อยและดูดซึเรียบรอยแล้ว(หรือของเสียนั่นเอง) ทำให้ของเสียนุ่มขึ้นและมีระบบขับถ่ายเป็นปกติ อีกทั้งยังจัดเป็นหน่วยเก็บกวาดขยะสิ่งสกปรกรองเสียที่ตกค้างอยู่ภายใต้กระเพาะและลำไส้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพชั้นเลิศเลยทีเดียว
แม้มนุษย์จะไม่สามารถย่อยและดูดซึมไฟเบอร์เข้าสู่ร่างกายโดยตรง แต่ไฟเบอร์ก็มีหน้าที่สำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์จึงนับเป็นกระบวนการล้างพิษตกค้างให้ออกจากร่างกายที่ดีมากวิธีหนึ่ง ซึ่งสามารถทำได้โดยการรับประทานผักและผลไม้ที่หลากหลาย เพียงเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าคุณมีการดีท็อกซ์ detox เป็นประจำทุกวัน
-----------------------------------------------------------------------------------

วิธีฝึกร้องเพลง / ร้องเพลงอย่างไรให้ไพเราะ




วิธีฝึกร้องเพลง / ร้องเพลงอย่างไรให้ไพเราะ






ผมเชื่อว่าหลายคนนั้นเกิดมาพร้อมกับเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน และมีหลายต่อหลายคนที่ร้องเพลงได้ดีทั้งๆที่ไม่ได้ฝึกฝนอะไรมากมาย อันนี้เขาเรียนกันว่าพรสวรรค์ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ร้องเพลงถึงขั้นไม่ได้เรื่องเลย และผมก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ผมเลยอยากจะเอาความรู้ที่ผมได้ร่ำเรียนมาแนะนำให้ผู้ที่สนใจ การที่จะเรียนร้องเพลงก็ไม่ใช่เรื่องอยากเย็นอะไรขอเพียงมีความตั้งใจและฝึกฝนบ่อยๆ จะทำให้ขากรรไกร กล้ามเนื้อส่วนต่างๆจดจำวิธีการเปล่งเสียง ในการร้องเพลงโดยอัตโนมัติ เมื่อพร้อมแล้วก็ลุยกันเลย


ขั้นแรก ฝึกการหายใจ การหายใจในการร้องเพลงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกกันอย่างจริงจัง เพราะถ้าหากหายใจไม่ถูกวิธีจะไม่สามารถเปล่งเสียงในบางคำออกมาได้ หรือเสียงไม่มีพลังและไม่สามารถที่จะร้องจบวรรคได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงมาฝึกการหายใจก่อนนะครับ
1. หายใจให้ลมเข้าทางปากและจมูกพร้อมกัน (หายใจเข้าให้ท้องพองออก ห้ามยกหน้าอกขึ้น หากยกหน้าอกขึ้นจะทำให้เสียงที่เปล่งออกมาไม่ทรงพลัง และจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ถูกคือ ลมเข้าท้องพอง ลมออกท้องยุบ) เมื่อหายใจเข้าแล้วให้เก็บลมไว้ประมาณ 3 วินาที แล้วหายใจออก ให้ฝึกไปเรื่อยๆ เมื่อคล่องแล้วก็มาต่อกันเลย
2. ให้เอามือหนึ่งจับท้อง และอีกข้างจับใต้ซี่โครงซี่สุดท้าย แล้วหายใจเข้าให้เต็มปอด (ห้ามยกหน้าอกนะครับ ปอดให้ปอดดันกระบังลมลงไปข้างล่าง) เก็บลมไว้ 3 วินาที ค่อยๆปล่อยลมออกมาให้มีเสียงลม (เสียง ซี) ให้ได้ยาวที่สุดจนหมดลม หากจับเวลาจะเป็นการดีเพราะจะได้จดสถิติว่าในแต่ละครั้งทำได้นานเท่าไหร่ และเวลาที่ควรจะทำให้ได้คือ 20 วินาที ขึ้นไป ให้ฝึกบ่อยๆจนร่างกายเกิดความเคยชิน (ลมที่ปล่อยออกมาจะต้องนิ่งและเป็นลมเดียว)
3. เมื่อปล่อยลมออกมาให้นิ่งและนานได้แล้ว ก็มาฝึกแบบเป็นช่วงๆกันครับ การปล่อยลมเป็นช่วงเป็นการฝึกการเห็บลมหายใจเมื่อเปล่งเสียงออกมาเพื่อไม่ให้หมดลมก่อที่จะจบวรรคหายใจ ให้หายใจเข้าให้เต็มปอด ใช้ปากและจมูกดูดลมเข้าไปอย่างเต็มที่ (กินลมก้อนโตๆ) เก็บไว้ 3 วินาที ค่อยปล่อยลมออกมาเป็นช่วงๆ อย่างช้าๆ ( ปล่อยลมออก ซี่... ซี่... ซี่... ซี่... ซี่... ซี่... จนหมดลมก้อนนั้น ให้ใช้ลมหายใจเดียวนะครับ) ฝึกไปเรื่อยๆ จนคล่องนะครับ


ในการฝึกหายใจเพื่อใช้ในการร้องเพลงนั้นควรฝึกทุกวันครับ แต่ถ้าหากร่างกายเคยชินแล้วจะทำให้หายใจตามวิธีข้างต้นนี้เองอย่างอัตโนมัติ


ขั้นตอนที่ 2 ฝึกออกเสียง เมื่อหายใจถูกต้องแล้วก็มาฝึกการออกเสียงกันครับ
1. หายใจเข้า (กินลมก้อนโตๆ... อึบ) เก็บลมไว้ แล้วเปล่งเสียง “ อา………… ” จนหมดลมก้อนนั้น ฝึกจนเสี่ยงนิ่งเป็นลมเดียว
2. เมื่อฝึกจนได้แล้วก็ลองเปลี่ยนเป็นเสียงอื่น เช่น เอ....... / อือ...... / โอ...... / อู....... / ลา......
3. จากนั้นเราก็จะมาฝึกการไล่ บันไดเสียง โด เร มี ฟา ซอล ลา ที ดํ การไล่สเกลหลายคนคงเคยฝึกกันมาแล้ว และคงทราบว่าแต่ละตัวออกเสียงยังไง ให้ฝึกไล่ไปเรื่อยๆ จนสามารถจดจำว่า แต่ละตัวจะต้องออกเสียงระดับไหนและรูปปากเป็นอย่างไรโดยอัตโนมัติ จากนั้นให้เปลี่ยนจาก โด เร มี เป็นออกเสียงตัวเดียวและลมเดียว(ลมหายใจเดียว) เช่น เสียง “ อา” คือ ให้ไล่ สเกล (บันไดเสียง) โดยใช้คำว่า อา
4. ในการออกเสียงจะมีพยัญชนะ 3 ตัว ที่เสียงจะอยู่ที่โพรงจมูก หากออกเสียงถูกตำแหน่งจะทำให้เสียงที่เปล่งออกมา ก้องกังวาน พยัญชนะ 3 ตัวนั้น คือ ง น ม ให้ฝึกโดยใช้มือจับที่จมูกแล้วเปล่งเสียงพยัญชนะนั้นออกมา ถ้าหากว่าจมูกสั่นๆ นั่นแหละครับออกเสียงถูกต้องแล้วครับ หากใครยังหาตำแหน่งยังไม่เจอลองฝึกอย่างนี้ดู ให้เปล่งเสียงว่า “เงอะ” ช้าๆ นะครับ จากนั้นก็เปลี่ยนเป็น “เนอะ” และ “เมอะ”


โทนเสียง (voice project)
มี 3 ระดับ คือ
- Chest voice คือเสียงที่อยู่ระดับหน้าอก หรือที่เรียกกันว่าเสียงต่ำ เมื่อใช้เสียงระดับนี้หน้าอกจะสั่น ให้ลองเอามือจับที่หน้าอกแล้วเปล่งเสียง “เออ...” (ทำเสียงคล้ายเสียงพระเอกหล่อๆ ทุ้มๆ) ถ้าหากหน้าอกสั่นๆ แสดงว่าถูกต้องแล้ว แต่ถ้าหากยังไม่ถูกให้พูดไปเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าใช่แล้วคือแบบนี้นี่เอง
- Middle voice คือเสียงที่อยู่บริเวณโพรงแก้มและใบหน้า หรือที่เรียกทั่วไปว่าเสียงระดับกลาง เมื่อใช้เสียงระดับนี้ให้เสียงอยู่ระดับใบหน้า เมื่อใช้เสียงระดับนี้เสียงจะกังวาน และถ้าหากอยู่บริเวณโพรงแก้มจะทำให้เกิดความไพเราะมากยิ่งขึ้น
- Head voice หรือที่เรียกกันว่าเสียง แม่มด คือเสียงสูง เสียงจะอยู่บริเวณกะโหลกศีรษะ เสียงที่เปล่งออกมาจะแหลมเหมือนเสียงแม่มด แต่เมื่อนำมาใช้ในการร้องเพลงจะเป็น “เสียงหลบ” (เสียงหลบ คือเสียงที่เปล่งออกมาไม่เต็มเสียง / ครึ่งหนึ่งของเสียง) ในการฝึก ให้พูดเหมือน แม่มด จากนั้นให้ทำเสียงแม่มดครึ่งเสียง








ฝึกการหายใจและการออกเสียงแล้วก็มาฝึกการร้องเพลง ให้เลือก เพลงที่ชอบมาหนึ่งเพลง เมื่อเลือกเพลงได้แล้วก็มาเริ่มกันเลย
1. ฟังเพลงนั้นซ้ำๆ จนสามารถจดจำ melody (จังหวะของเพลง) ได้ ซึ่งในแต่ละเพลงนั้น จะมี ท่อน A ท่อนB และท่อน Hook
2. แบ่งวรรคหายใจให้ถูกต้อง
3. ใช้ตำแหน่งเสียงให้ถูกต้อง (voice project)


ผมขอยกตัวอย่าง เช่น เพลง ขาหมู --Tattoo colour


ท่อน A /เกลียดละคร แต่ก็ดูมันทุกตอน/
เกลียดคนใจร้อน แต่ก็ชอบมวย/
เกลียดคนรวยนักชอบดูถูกฉัน แต่เมื่อคืนพึ่งฝันว่าถูกหวย/


B เกลียดใครจะได้เจอมันทุกวัน/
เกลียดคนผิดนัด แต่ฉันก็เคย/
เกลียดจังตอนแฮงค์ ปวดหัวตอนเช้า
ตกเย็นกินเหล้าไม่หยุดเลย/


C ชีวิตคนสับสนวุ่นวาย/
เพราะหัวใจมันคล้ายมีบางอย่าง/
ถึงฉันเกลียด แต่ฉันก็ต้องการ /ไม่ว่าใครๆ/


Hook 1 เกลียดความรักที่ทำให้เราต้องเสียใจ/
แต่ยังค้นยังคอยจะหามันเรื่อยไป/
เจ็บไม่จำ ทั้งๆ ที่รู้ / สุดท้ายที่รออยู่คืออะไร โอว์.../


Hook 2 เกลียดความรัก ที่ทำให้เราต้องร้องไห้/
แต่ยังเหงา ถ้าไม่มีเขาก็ไม่ได้/
อยู่คนเดียวมันยังไม่พอ/
ต้องขอใครสักคนเข้ามาทำ/
ให้ใจเจ็บช้ำ /ไม่เข้าใจ/


A2 เกลียดการพนัน แต่ก็เคยเป็นเจ้ามือ/
รำคาญมือถือ แต่ฉันก็มี/
เกลียดจังความอ้วน ใครๆ ก็รู้
แค่ยังสั่งขาหมูกินอยู่ดี/


B2 เกลียดการมองคนที่หน้าตา/
แต่พอเจอดาราขอลายเซ็น/
เกลียดคนยั้วเยี้ย / อึดอัดทุกครั้ง แต่ถ้าอยู่ในผับ ฉันก็ต้องเต้น




***Melody ท่อน A , B , A2 ,B2 เหมือนกัน
***Melody ท่อน Hook1 , Hook 2 เหมือนกัน


*** เครื่องหมาย / คือช่วงที่ต้องหายใจ พอถึงให้ดูดลมเข้าให้เต็มที่แต่อย่าให้เสียงดัง




ร้องเพลงอย่างไรให้เป็นเสียงตัวเอง (เนื้อเสียงที่แท้จริงของแต่ละคน)
คนเราแต่ละคนนั้นมีเนื้อเสียงที่แตกต่างกัน และเลนซ์เสียงที่แตกต่างกัน (การฝึกหาเลนซ์เสียงนั้นจะต้องมีตัวช่วย เช่น cd ที่สอนเรื่อง voice project หรือ ฝึกโดยการใช้ คีย์บอร์ด อันนี้เอาไว้ผมจะแนะนำให้อีกทีนะครับ) ส่วนการหาเนื้อเสียงนั้นสามารถทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ โดย มีวิธี ดังนี้
1. อ่านเนื้อเพลงเสียงดังๆ เต็มเสียง แต่อย่าตะโกนเพราะการตะโกนจะทำให้เส้นเสียงเสียหาย เกิดอาการเจ็บคอ
2. อ่านเนื้อเพลงเต็มเสียงและหายใจให้ตรงกับวรรคที่แบ่งไว้
3. ลองร้องเพลงทีละท่อน และฟังเสียงตัวเองว่าเหมือนกับเสียงที่อ่านหรือไม่ ถ้าหากเสียงไม่เหมือนกัน ให้อ่านทีละวรรค สลับกับร้อง ฝึกไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ได้มาซึ่งเนื้อเสียงจริงๆ ของคุณเอง

---------------------------------------
Acting ท่าทางประกอบในการร้องเพลง
ในการร้องเพลงนั้น ลีลาท่าทางก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการที่ ตัวผู้ร้องนั้นจะแสดงออกมายังไงเพื่อสื่อออกมาให้ตรงความหมายของเพลงอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ความประหม่า ความตื่นเต้น เป็นสิ่งเลวร้ายที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเกิดความตื่นเต้นขึ้นจะทำให้ทำอะไรไม่ถูก หรืออาจจะลืมเนื้อเพลงก็เป็นได้ การที่จะลดความตื่นเต้นได้นั้น สามารถทำได้โดยพยายามออกแสดงต่อผู้ชม ชั้นแรกอาจจะเริ่มจาดครอบครัวก่อน จากนั้นก็เป็นเพื่อนฝูง และต่อไปก็สารธารณะชน สิ่งหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากคือคำติชม ถึงแม้เราพยายามทำให้ดีและเราคิดว่าทำดีแล้วแต่ผู้อื่นมักจะเห็นข้อบกพร่องของเราเสมอ ดังนั้นหากได้การ คอมเม้น ในทางที่ไม่ดี เราก็ควรที่จะยอมรับและนำมาแก้ไขให้ดี อย่าไปโกรธผู้ที่แนะนำเรา


***ท่าทางที่แสดงออกมาทางด้านร่างกาย Body Language (ภาษากาย)
คือการใช้ร่างกายเพื่อสื่อความหมาย เช่น การวาดมือ การเต้น การโยกตัวต่างๆ (การแสดงออกทางร่างกายอาจเป็นลักษณะท่าทางเฉพาะบุคคล ยกตัวอย่างเช่น พี่แบงค์ วงแคลช พี่เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือท่ายื่นมือออกข้างหน้าเหมือนจะห้ามคนตีกัน (แซวเล่นนะครับ) หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ฝันอยากเป็นนักร้องและชอบพี่แบงค์มาก ทำท่าทางเลียนแบบเขา ครูที่สอนร้องเพลงบอกว่าไม่มีใครเอาหลอก หากเอาไปออกเทปก็โดนวิพากวิจารแน่นอน ไม่รุ่ง
ดังนั้นวิธีฝึกการใช้ร่างกายอย่างง่ายและเป็นธรรมชาติสามารถทำได้ดังนี้
** ยืนตรง กางขาออกประมาณช่วงไหล่ ปล่อยมือไว้ข้างลำตัว สะบัดหัวไหล่ไปมาเพื่อผ่อนคลายหัวไหล่
**สะบัดไหล่แล้วก็ check ขา (เขย่าขา)
**ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งสื่อความหมายของคำออกมา เช่น หากคุณร้องเพลง “ฟ้า - - แทททู คัลเลอร์” คุณจะใช้มือสื่อความหมายอย่างไร ?
// ฟ้า ถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจ // คำว่า “ฟ้า” ควรผายมือขึ้นข้างบน ส่วน “ถ้าไม่ส่งมาให้เธอมีใจ” ก็ควรลดมือลงมาแล้วแตะที่หัวใจ คือในการฝึกนั้นให้ฝึกจากเนื้อหา ความหมายของเพลง หรือฝึกที่ละประโยค เพื่อให้เกิดความเคยชินในการแสดงออกทางร่างกาย แต่ที่สำคัญการแสดงออกที่มากเกินไป Over Acting ไม่ใช่ผลดี จะทำให้ผู้ที่รับชมรับฟังรู้สึกเบื่อหน่าย ดังนั้นตัวผู้ร้องเองจะต้องรู้ว่าจะแสดงออกอย่างไร อันนี้มันต้องเรียนกับครูสอน Acting ถึงจะได้ผลดี แต่ที่ผมแนะนำไปก็ใช้ได้ดีครับ หากมีความตั้งใจที่จะฝึกฝน และผู้ฝึกต้องมีไหวพริบ และสามารถ create ท่าทางและเข้าใจความหมายของเพลง


***ท่าทางที่แสดงออกมาทางสายตา Eye contract
คือการใช้สายตาสื่ออารมณ์และความหมายของเพลง ดั่งที่ว่า “ ดวงตาเปรียบเหมือนหน้าต่างของหัวใจ” การใช้สายตานั้นต้องให้สอดคล้องกับท่าทางของร่างกายด้วย วิธีการฝึกใช้ Eye contract นั้นทำได้โดย
**ยืนตรงกางขาออกประมาณช่วงไหล่ หน้าตรง
**ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งจับที่ปลายจมูก และจ้องที่มือเอาไว้
**ค่อยๆ ดึงมือออกจากจมูก สายตายังคงจ้องที่มืออยู่ ให้คิดเสมือนว่ามือคุณดึงดินสอออกจากจมูก และคุณก็จ้องดินสอนั้นไว้
**ค่อยๆ ดึงออกจนแขนตึง จากนั้นให้วาดมือ ไปทางขวาอย่างช้าๆ ตาจ้องอยู่ที่ดินสอแท่งนั้นอยู่ วาดไปจนสุดแขน โดยที่หน้ายังตรงไม่หันไปตามมือ แต่ให้ใช้สายตามองไปเพียงอย่างเดียว จากนั้นให้วาดมือกลับมาอย่างช้าๆ หยุดตรงหน้าสัก 5 วินาที เพื่อพักสายตา
**วาดมือออกไปทางซ้าย ตาจ้องที่ดินสอ หน้าตรง ให้สายตาจ้องไปอย่างเดียว แล้วดึงมือกลับมา ทำอย่างนี้สลับซ้าย-ชวา สัก 10 รอบ
การที่จะร้องเพลงไหนควรเข้าใจความหมายของเพลงนั้นๆ ซะก่อน ว่าความหมายของเพลงสื่อถึงอะไร เมื่อเข้าใจความหมายแล้วก็ให้คิดท่าทางที่จะแสดงออกมา ว่าจะแสดงอาการอย่างไรให้คนดูรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของเพลง แต่จะทำให้คนอื่นอินตามเพลงนั้นผู้ร้องเพลงจะต้องเข้าถึงอารมณ์ของเพลง

ทำอย่างไรถึงจะเข้าถึงอารมณ์ของเพลง ???
การเข้าถึงอารมณ์ของเพลงนั้นให้ ตีความหมายของเพลงนั้นก่อน แล้วก็ฝึกแสดงท่าทางออกมา ตัวอย่างเช่น
****เพลง ฝุ่น ของพี่แด็กส์ Big ass หากใครได้ดูมิวสิควีดีโอ ก็จะเห็นว่าพี่เค้าร้องไห้ออกมาด้วย และหลายๆคนรู้สึกได้ถึงความเสียใจที่พี่เขาแสดงออกมา และเมื่อผมฟังเพลงนี้อย่างตั้งใจเพียงลำพังคนเดียว ผมน้ำตาซึมทุกที
เพลง ฝุ่น ใช้การร้องแบบ ..... (ภาษาที่ครูเขาใช้ผมจำไม่ได้ครับ) ที่เรียกกันง่ายๆ คือ ใช้เสียงสะอื้น (เสียงสะอื้นในที่นี้หมายความว่า เสียงของคนที่กำลังร้องไห้ ) แต่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์ให้ดีนะครับ หากร้องไห้ออกมาจะทำให้ร้องเพลงไม้ได้ (เปล่งเสียงไม่ได้ )
****เพลง รักแท้ยังไง - พี่น้ำชา ความหมายของเพลงนี้ ก็เป็นคนที่ไม่รู้จักความรัก และอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร / อารมณ์สดใส ร่าเริง ใน MV จะเห็นว่าพี่เค้าเต้นอย่างเต็มที่เลยใช่เปล่าล่ะ แล้วรู้ไหมว่าทำไมถึงต้องเต้นแรงขนาดนี้ เพื่อที่ให้เข้ากับเสียงร้อง และให้คำร้องที่ออกมาสดใสร่าเริง (แบบว่า แอ๊บแบ๊ว)

การแสดงอารมณ์ของเพลงนั้นให้คิดว่าเนื้อหาในบทเพลงนั้นเกิดกับเราขณะนั้นจริงๆ แล้วอารมณ์เหล่านั้นก็จะมาเองครับ และหากยังทำไม่ได้ก็ให้ฝึกแสดงละคร ฝึกร้องให้ ดีใจ เสียใจ ฝึกแสดงอาการต่างๆ ให้ออกมาอย่างชัดเจน เมื่อฝึกไปในระดับหนึ่งแล้ว ก็ลองเอาความรู้สึกเหล่านั้นมาใส่ในบทเพลง เพียงเท่านี้คุณก็จะเป็นผู้ที่สามารถพาคนฟังเข้าถึงอารมณ์ของบทเพลงนั้นๆ (อิน กะ เพลง) สู้ๆๆ
***เคยดูรายการ เดอะ สตาร์ หรือ อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย หรือไม่ เขาจะมีการฝึกการแสดงละครด้วย การฝึกละครเพื่อที่จะให้ผู้เข้าแข่งขันฝึกแสดงอารมณ์ท่าทาง ว่า เสียใจควรทำอย่างไร รักทำอย่างไร ดีใจทำอย่างไร เพื่อให้นำมาใช้ในการสื่ออารมณ์ของเพลง

Eye Contract สำคัญอย่างไร ?
การแสดงอารมณ์นั้น eye contract นั้นเป็นสิ่งทีสำคัญอย่างยิ่ง เพราะดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจ เคยไหมหากคุยกับใครแล้วเข้าไม่หันมา ทำให้เราไม่อยากคุยกับเขาต่อ การร้องเพลงก็เหมือนกันกับเราคุยอยู่กับผู้ฟังเราจะต้องสบตาเพื่อให้เขารู้สึกว่าเราคุยอยู่กับเขา หากเกิดความตื่นเต้น สายตาไม่นิ่ง (ความตื่นเต้น ประหม่า ทำให้กระพริบตาถี่ขึ้น) ให้หาจุดรวมสายตา เมื่อกลับสู่ภาวะปกติแล้วก็คอยกวาดสายตาให้ทั่วอย่างช้าๆ เพื่อให้ทุกคนรู้สึกว่าเราคุยกะเค้า


เทคนิคการฝึกเสียงให้นิ่ง / ไม่สั่น
วันก่อนผมพึ่งไปเรียนมาครูได้สอนเรื่องวิธีการฝึกให้เสียงนิ่งขณะที่เราเต้น หรือโยกตัว เพื่อใช้ในการร้องเพลงที่มีจังหวะแรงและจังหวะเร็ว โดยมีวิธีการฝึกดังนี้

1 . กระโดดตบพร้อมเปล่งเสียง หลายคนที่เวลากระโดดแล้วร้องเพลงเสียงจะเป็นคลื่น(ที่ไม่ใช่มืออาชีพนะครับ) และเสียงหายเป็นช่วงๆ แต่ทำอย่างไรให้เสียงคงที่เมื่อต้องกระโดดพร้อมร้องเพลง สามารถ ฝึกได้ครับ คือเวลาเรากระโดตบนั้นเราจะต้องฝึกการควบคุมอวัยวะท่อนบน(ตั้งแต่เอวขึ้นไป) ไม่ให้ขยับมากเกินไปจนเสียงสั่น แต่ไม่ใช่การเกรงส่วนบน เป็นการฝึกผ่อนคลาย
**ออกเสียง อา........... พร้อมกระโดดตบ (ใช้ลมเดียวนะครับ แล้วก็เริ่มใหม่ไปเรื่อยๆ ซัก 4 – 5 ครั้ง /มากกว่านั้นก็ได้ครับ)
**ออกเสียง อู............. พร้อมกระโดดตบ (ใช้ลมเดียวนะครับ แล้วก็เริ่มใหม่ไปเรื่อยๆ ซัก 4 – 5 ครั้ง /มากกว่านั้นก็ได้ครับ)
**ออกเสียง เออ..........
**ออกเสียง ออ...........
**ออกเสียง เอ.............
**ออกเสียง อี..............
**ออกเสียง อือ............
**ออกเสียง โอ...........

2. วิ่งพร้อมเปล่งเสียง เป็นธรรมดาคนเราถ้าวิ่งหรือกระโดดเสียงต้องสั่นแน่นนอน แต่เราต้องฝึกเพื่อไม่ให้เสียงของเราสั่น ให้ควบคุมอวัยวะท่อนบนเหมือนข้อแรกครับ เริ่มจากวิ่งช้าๆ ค่อยๆ วิ่ง พร้อมออกเสียงตามข้อแรก และให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนมาสามารถจะเร็วได้ แต่เสียงที่เปล่งออกมาจะต้องให้คงที่เท่าเดิม ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือประมาณซัก 10 ครั้ง
3. การทำ skip หรือการสไลด์ไปข้างๆพร้อมเปล่งเสียง ใช้หลักการเดียวกันคือการควบคุมอวัยวะท่อนบน

การฝึก 3 อย่างนี้ทำให้เสียงนิ่งหรือเสียงสั่นน้อยลงได้จริงๆ และถ้าหากฝึกบ่อยๆ ละก็เสียงสั่นก็จะหายใจ หากคุณเคยดูรายการ The star หรือ Academy fantasia แล้วละก็ จะเห็นว่า commenter มักจะบอกผู้เข้าแข่งขันว่า ให้ไปออกกำลังกายเพื่อที่จะได้ไม่หอบเวลาร้องเพลง การฝึก 3 อย่างนี้ก็เป็นการฝึกง่ายๆ ที่ได้ทั้งการออกกำลังกาย การออกเสียงที่ชัดเจน
ผมขอบอกไว้เลยนะครับการฝึก 3 อย่างนี้เหนื่อยมากๆ แต่อย่าเลิกฝึกนะครับ พอเราเริ่มชินก็จะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย และหายใครท้อมากไม่เอาแล้วผมก็ขอให้คุณหันไปมองความฝันของคุณว่าคุณจะพยายามตะกายเพื่อให้ไปถึงหรือเปล่า



**** จงจำไว้ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”****

-----เทคนิคต่างๆ เอาไว้ผมจะแนะนำให้ครั้งต่อไป อดใจรอไม่นานครับ----